
หลายปีที่ผ่านมาวงการภาพยนตร์ไทยถือว่าประสบความสำเร็จสูงขึ้นเรื่อยๆ ส่วนหนึ่งมาจากการจับทิศทางความต้องการของคนดูหนังไทยได้อย่าง
ถูกต้องแม่นยำ เราจึงมักได้ยินข่าวอยู่เสมอว่า หนังไทยเราได้รับการตอบรับที่ดีจากตลาดหนังต่างประเทศ บริษัท อาวอง จำกัด หนึ่งในบริษัทย่อยของยักษ์ใหญ่ในวงการเพลงอย่าง บริษัท อาร์เอส จำกัด (มหาชน) จัดได้ว่าเป็นบริษัทผลิตภาพยนตร์แถวหน้าของเมืองไทย ที่มี เอมี่-จันทิมา เลียวศิริกุล เธออยู่เบื้องหลังความสำเร็จของอาวองมาโดยตลอด วันนี้เธอมีเรื่องราวประทับใจที่ทั้งสนุก เครียด กดดันกว่าที่หนัง 1 เรื่องจะเกิดขึ้นได้ ชีวิตโปรดิวเซอร์ในแบบฉบับของเธอจะเป็นอย่างไร ตามเรามาเลยค่ะ
คุณเอมี่เริ่มต้นสนใจงานด้านภาพยนตร์ได้อย่างไรคะ
ก่อนหน้านี้ทำอยู่ฝ่ายมิวสิกวิดีโอค่ะ แล้วทางอาร์เอสเขาอยากทดลองทำหนังดู เราก็เลยได้มีโอกาสร่วมงานกับพี่ปรัชญา ปิ่นแก้วในเรื่อง รองต๊ะ แล่บแปล๊บ ซึ่งจากหนังเรื่องนั้นเราเหน็ดเหนื่อยอย่างสาหัสกันมาก เพราะรู้สึกว่าการทำมิวสิกวิดีโอเป็นอะไรที่ง่ายกว่า แล้วเราก็ถนัดกว่าด้วย จนกระทั่งคุณราเชน ลิ้มตระกูล มาชวนเราว่าไปเปิดบริษัทอาวองด้วยกันมั้ย แม้จะรู้ว่าสเกลมันใหญ่กว่ามิวสิกวิดีโอ ช่วงเวลาก็ยาวนาน คงเหนื่อยมาก แต่ในที่สุดก็ตัดสินใจทำ แล้วพอได้เริ่มทำอย่างเป็นระบบจริงๆ เลยทำให้รู้ว่าประสบการณ์ครั้งแรกที่เราเหนื่อยมากน่ะ เพราะเราฟอร์มทีมแบบการทำมิวสิกวิดีโอ เราไม่รู้ว่าการทำหนังมันต้องทำอย่างไร พอมาครั้งนี้ทุกอย่างเป็นระบบ แบ่งสรรหน้าที่กันเรียบร้อย งานก็เลยรวดเร็ว ง่ายขึ้น ที่สำคัญมันสนุกมากๆ
สิ่งที่คุณได้ค้นพบว่าสนุกคืออะไรคะ
มันสนุกตรงที่การค่อยๆ ปั้น การทำหนังมันต้องค่อยๆ ทำ เหมือนประดิษฐ์งานศิลปะสักชิ้น มันต้องให้เวลา ปรุงแต่งให้สวย แต่ช่วงที่เริ่มต้นทำกับพี่ราเชนใหม่ๆ เรียกว่าเป็นหน่วยสนับสนุนมากกว่า การเป็นโปรดิวเซอร์ในแบบฉบับของเราคือเน้นด้านการบริหาร ให้สิ่งที่ผู้กำกับหรือศิลปินคิดไว้ แล้วมันเป็นไปอย่างที่เขาคิด หรืออาศัยประสบการณ์งานบริหารของเราที่ต้องดูแลเรื่องเงินและการจัดการ เพื่อบอกเขาว่าสิ่งที่เขาต้องการจะทำกับงบประมาณเท่านี้ มันทำได้หรือเปล่า แล้วเราก็ใช้ประสบการณ์ตรงนี้ประกอบร่างกับสิ่งที่ผู้กำกับคิดมา ซึ่งงานก็สนุกและมันท้าทายดีค่ะ

บทบาทส่วนใหญ่ของคุณคือการบริหารด้านการเงินเหรอคะ
ไม่เชิงหรอกค่ะ ราเชนเขาจะเก็บเราไว้เป็นคนดูคนหนึ่งด้วย เพราะเราอยู่ในวงการโปรดักชั่นมานานหลายปีแล้ว เขาอยากให้เรามานั่งดูแล้วให้จินตนาการว่าคนดูส่วนใหญ่เขาจะสนุกมั้ย เขาจะชอบหรือเปล่า คิดว่าประสบความสำเร็จมั้ย เหมือนเราเป็นตัวแทนของคนดูจริงๆ ที่ไม่ได้คิดถึงเรื่องงบประมาณ การตัดต่อ ภาพ แสง แต่ให้เราดูภาพรวมว่า เราสนุกกับมันมากแค่ไหน แล้วนำมาบวกกับความเป็นจริงว่า เรามีงบเท่าไหร่ เราทำงานกันได้หรือเปล่า
แล้วสำหรับสตอรี่ที่คุณดูก่อนแล้ว และคิดว่าไม่เวิร์กแน่ๆ ไม่น่าจะประสบความสำเร็จมีเยอะหรือเปล่า
ประมาณ 2 ครั้งค่ะ คือเสียดายพล็อตเรื่อง แต่ด้วยงบที่เรามีเท่านี้ มันอาจจะทำให้หนังออกมาไม่สมกับที่เราจินตนาการไว้ก็ได้ เหมือนเราอยู่ในส่วนของเหตุผล ความเป็นจริงให้กับคนสร้าง คนจินตนาการ
คุณมีหลักเกณฑ์อะไรเป็นพิเศษมั้ยคะ เวลาที่จะคัดเลือกหนังสักเรื่องให้ถูก สร้างออกมา แล้วต้องถูกใจคนดูด้วย
จริงๆ มันเป็นเรื่องของรสนิยม ถ้าอย่างเราเองจะชอบดูหนังเป็นดราม่าหรือปรัชญาหน่อย แต่เพราะเราต้องขายของให้กับคนอื่น แล้วชั่วชีวิตที่อยู่ในวงการโปรดักชั่นเราก็เอาหลักของวิธีขายมาคิด เช่น ความสนุกอยู่ตรงไหน สาระสำคัญของหนังอยู่ตรงไหน แล้วสิ่งที่คนดูจะประทับใจเมื่อดูจบ กลับไปคืออะไร เพราะฉะนั้นเรื่องของเนื้อหาจึงเป็นสิ่งสำคัญ และจะบอกเราได้ว่า หนังจะสนุกหรือเปล่า ขายได้หรือเปล่า
หน้าที่ของคุณดูเหมือนจะมีเงื่อนไขในเรื่องของตัวเลขมากพอสมควร การทำงานตรงนี้ถือว่ากดดันมากหรือเปล่า
เวลาทำหนังทุกเรื่องก็บอกตรงๆ ว่าหนักใจกับตัวเลขมากที่สุด เพราะเราต้องดูแลความรู้สึกและเม็ดเงินจากนายทุนด้วย การทำหนังออกมา ไม่มีใครตอบเราได้ว่า คนดูจะยอมรับแค่ไหน แล้วที่เขามีการรีเสิร์จมาเยอะๆ น่ะ มันไม่ได้ชัวร์หรอกค่ะ ว่าคนดูจะชอบแนวนี้จริงๆ ความชอบของ คนเรามันเปลี่ยนได้ตลอดเวลา แล้วเราก็ไม่แน่ใจว่ากว่าหนังของเราที่จะเสร็จในอีก 8 เดือนข้างหน้า คนดูจะยังชอบ แนวนี้อยู่หรือเปล่า โดยเฉพาะกลุ่มของวัยรุ่น เป็นอะไรที่เปลี่ยนแปลงเร็ว การคาดเดาสิ่งเหล่านี้ก็นับว่าเครียดมากทีเดียว ทำทุกเรื่องก็เครียดทุกเรื่อง แต่สุดท้ายแล้วในความเครียดนั้นๆ มันก็คือความสนุก ท้าทายในการทำงานของเราอยู่ดี
8 เดือนกว่าหนังที่เราวางแผนไว้เสร็จและออกฉายได้ อย่างนี้หน้าที่ของคุณก็ต้องมีการมองข้ามช็อตกันไปเลยล่วงหน้าว่า ถึงวันนั้นแล้วหนังของเราจะ เป็นอย่างไร
ใช่ค่ะ การทำหนังต้องมองล่วงหน้าอย่างน้อยๆ 1 ปี เพราะฉะนั้นการวางแผนงาน เราไม่ได้เริ่มต้นเหมือนงานทั่วไป แต่เราจะเริ่มจากวันที่กำหนดฉาย แล้วแพลนย้อนหลังกลับมาว่า เราจะทำงานกันอย่างไร ระยะเวลา ขั้นตอนต่างๆ ถึงจะตามมา แล้วระหว่างนั้นหากมีกระแสใดๆ ที่เข้ามาเราก็สามารถมานั่งพูดคุยกันได้ว่า เราควรจะเพิ่มเรื่องนี้เข้าไป อันนี้เอาต์แล้วก็เอาออกไป เพราะฉะนั้นวันที่หนังเสร็จ คนอื่นๆ อาจจะสบายใจ แต่สำหรับเรา เครียดมาก เพราะไม่รู้ว่าหลังจากนั้นอะไรจะเกิดขึ้นบ้าง
คุณซีเรียสหรือเปล่าว่าภาพยนตร์ของอาวอง จะไม่สร้างหนังที่ขัดต่อศีลธรรม หรือล่อแหลมต่อเด็กและเยาวชน
เราไม่ได้มีการคุยกันชัดเจนหรอกค่ะในประเด็นนี้ แต่ด้วยคาแร็กเตอร์ของเราแล้ว จะไม่เลือกหนังที่ขัดต่อศีลธรรม หรือประเภทมีภาพ หรือเนื้อหาล่อแหลมไปในทางเสื่อมอยู่แล้ว เว้นแต่บางครั้งเนื้อหามันพาไป แต่เราจะไม่ลงลึกเด็ดขาด เพราะฉะนั้นหนังของอาวองจะเป็นหนังเถิดเทิง อารมณ์ดีมากกว่าค่ะ
สไตล์การทำงานของคุณเป็นอย่างไรคะ
เป็นเพื่อนที่ซื่อสัตย์กับทุกตำแหน่ง ทุกคน รวมถึงคนที่ลงทุนด้วยค่ะ คือเราจะพยายามซื่อสัตย์ และดูแลทุกคนอย่างดีที่สุด สิ่งนี้น่าจะทำให้ทุกคนเชื่อใจเราได้ เขาจะกล้าที่จะมาพูดคุย เข้ามาปรึกษา สุมหัวทำงานด้วยกันได้ เสนอความคิด ไอเดียเจ๋งๆ ในที่ประชุม ถ้าเราอยากให้ทุกคนที่ทำงานกับเรามีสิ่งเหล่านี้ เราก็ต้องดูแลเขาดีๆ
อยากให้ฝากสำหรับคนที่สนใจอยากทำด้านโปรดิวเซอร์ คุณมีคำแนะนำอะไรบ้าง
อย่างแรกคงต้องตั้งใจก่อน 1 เรื่องต้องมีเวลาทุ่มเทอย่างสุดๆ 8 เดือน เพราะมันต้องเหนื่อยตลอดเวลา ถ้าอยากให้ออกมาดีนะ แต่ถ้าไม่ได้สนใจอะไรเลย 8 เดือนก็ไม่เหนื่อยหรอกค่ะ เพราะฉะนั้นการเหนื่อยในระยะเวลานานแบบนี้ เราต้องมีใจรักเสียก่อน ต้องสนุกกับความเหนื่อย เราถึงจะสามารถทำหนังได้ งานโปรดักชั่นมันต้องอาศัยความตั้งใจ ทุ่มเท ไม่ท้อถอย แล้วก็ต้องเข้มแข็ง กับกระแสต่างๆ ที่จะเข้ามา ทั้งคำด่า คำชม คุณถึงจะผ่านพ้นและสร้างให้หนังสักเรื่องออกฉายสู่ประชาชนได้ค่ะ
ที่มาข้อมูล : นิตยสาร Women Plus










