แน่ใจหรือว่า…คุณแพ้ยา ???


ภญ.อัมพร อยู่บาง

คุณเคยแพ้ยาอะไรหรือเปล่า เป็นคำถามหนึ่งที่น่าสนใจ หลายท่านที่ไปรับบริการตรวจรักษาที่โรงพยาบาล หรือรับบริการที่ร้านขายยา คงได้ยินคำถามนี้เช่นเดียวกันใช่ไหมคะ?

สาเหตุที่เป็นคำถามฮ็อตฮิตติดปากของทั้งแพทย์และเภสัชกร ก็เพราะว่าอาการแพ้ยาเป็นอาการที่ค่อนข้างอันตราย อาจถึงขั้นพิการหรือเสียชีวิตได้อย่างที่เห็นเป็นข่าวมากมายในปัจจุบัน บุคลากรทางการแพทย์จึงต้องมีการสอบถามประวัติของท่านอย่างถี่ถ้วนทุกครั้งก่อนให้การรักษา

ดังนั้นฉบับนี้เรามาทำความรู้จักกับการแพ้ยากันดีกว่าค่ะ เพื่อให้แน่ใจว่าอาการที่เคยเกิดขึ้นกับคุณในระหว่างที่ใช้ยาอยู่นั้น ใช่การแพ้ยาจริงหรือหลอก???


คำต่างกัน ความหมายก็ต่างกัน
หลายท่านคงเคยได้ยินแพทย์ เภสัชกร หรืออาจเคยเห็นในเอกสารกำกับยาพูดถึงอาการไม่พึงประสงค์จากยา ผลข้างเคียงจากการใช้ยา และการแพ้ยา เคยสงสัยบ้างไหมคะว่าคำเหล่านี้ต่างกันอย่างไร?


อาการไม่พึงประสงค์จากยา (adverse drug reaction) โดยทั่วไปจะหมายรวมถึง ผลข้างเคียงจากการใช้ยา และการแพ้ยา
ผลข้างเคียงจากยา (side effect) เป็นอาการที่เกิดขึ้นได้กับทุกคนที่ใช้ยาชนิดนั้นๆ ไม่ว่าจะเป็นเด็ก หรือผู้ใหญ่ อาการที่เกิดขึ้นจะสัมพันธ์กับขนาดยาที่ได้รับ โดยแพทย์ หรือเภสัชกรสามารถคาดการณ์ได้ว่า เมื่อใช้ยาชนิดนี้จะทำให้เกิดผลข้างเคียงอะไรบ้าง และมีวิธีการแก้ไข หรือป้องกันอย่างไร เพื่อให้เกิดผลข้างเคียงจากการใช้ยาดังกล่าวน้อยที่สุด หรือไม่เกิดขึ้นเลย ยกตัวอย่างเช่น ยา A มีผลข้างเคียงจากการใช้ยาคือ ทำให้คลื่นไส้ อาเจียนได้ ดังนั้นคนที่กินยา A ทุกคน สามารถเกิดอาการดังกล่าวได้ โดยบางคนอาจมีความไวต่อยามาก จึงทำให้เมื่อกินยาแล้ว มีอาการคลื่นไส้ อาเจียนตลอดจนไม่สามารถกินยาต่อไปได้ แต่บางคนสามารถทนต่อยาได้ดี จึงไม่ค่อยเกิดผลข้างเคียงจากยา ทำให้สามารถกินยาต่อไปได้โดยไม่มีอาการใดๆ เลย ซึ่งแพทย์ หรือเภสัชกรก็จะแนะนำวิธีที่ช่วยลด หรือป้องกันไม่ให้เกิดผลข้างเคียงดังกล่าวขึ้น เช่นแนะนำให้กินยาหลังอาหารทันที หรืออาจลดขนาดยาลงในคนที่ไวต่อยามาก


การแพ้ยา (drug allergy) เป็นอาการที่เกิดขึ้นจากการที่ภูมิคุ้มกันของร่างกายสร้างปฏิกิริยาต่อยาที่ได้รับ ซึ่งอาการดังกล่าวจะเกิดขึ้นกับบางคนเท่านั้น โดยแพทย์ หรือเภสัชกรไม่สามารถคาดการณ์ได้ว่าใครบ้างที่จะเกิดอาการแพ้ยา และอาการที่เกิดขึ้นจะไม่สัมพันธ์กับขนาดยาที่ได้รับ จึงทำให้ไม่มีวิธีใดที่สามารถป้องกันการแพ้ยาได้ ยกตัวอย่างเช่น ในกรณีที่แพ้ยา B อาจทำให้มีอาการแน่นหน้าอก หายใจไม่ออก หน้าบวม ตัวบวม มีผื่นคล้ายลมพิษขึ้น หน้ามืด หมดสติได้ ดังนั้นบางคนเมื่อกินยา B แล้ว อาจเกิดอาการแพ้ยาดังกล่าวได้ แต่บางคนสามารถใช้ยาดังกล่าวได้โดยไม่มีอาการผิดปกติใดๆ

ใครบ้าง...ที่มีโอกาสแพ้ยา?
จากที่ได้กล่าวข้างต้นว่าการแพ้ยาเป็นอาการที่ไม่สามารถคาดการณ์ได้ ดังนั้นทุกคนจึงมีโอกาสแพ้ยาได้ ไม่ว่าจะเคยมีหรือไม่มีประวัติแพ้ยามาก่อนหรือไม่ก็ตาม เพราะบางคนไม่เคยมีประวัติแพ้ยา และเคยใช้ยาชนิดนั้นมาแล้วหลายครั้งโดยไม่มีความผิดปกติใดๆ แต่เมื่อใช้ยาตัวเดิมในครั้งต่อมาก็อาจเกิดอาการแพ้ยาได้ แต่ในกรณีผู้ที่มีประวัติแพ้ยามาแล้ว หากมีการใช้ยาตัวเดิมซ้ำอีกครั้ง ก็อาจมีอาการแพ้ยาที่รุนแรงมากขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งในบางรายอาจถึงขั้นเสียชีวิตได้
นอกจากนี้ผู้ที่มีประวัติเป็นโรคหืด ภูมิแพ้ ผื่นแพ้ผิวหนัง มีประวัติแพ้อาหาร หรือสารเคมีบางชนิด หรือมีภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่อง จะมีโอกาสที่จะเกิดการแพ้ยาได้ง่ายกว่าคนทั่วไป

เราแพ้ยาอะไรได้บ้าง?
จากสรุปรายงานอาการไม่พึงประสงค์จากการใช้ผลิตภัณฑ์สุขภาพในประเทศไทย (มกราคม-30 มิถุนายน 2550) พบว่า กลุ่มยาที่มีรายงานการเกิดอาการไม่พึงประสงค์จากการใช้ยามากที่สุด 3 อันดับแรก ได้แก่ ยาปฏิชีวนะกลุ่มเพนนิซิลิน (penicillin) และกลุ่มซัลฟา(sulfonamide) รองลงมาเป็นยาในกลุ่มยาต้านอักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ (non-steroid antiinflamatory drugs; NSAIDs) และยาในกลุ่มยากันชัก ตามลำดับ อย่างไรก็ตามยาทุกตัวมีโอกาสก่อให้เกิดการแพ้ยาได้เช่นเดียวกันไม่เพียงแค่ยา 3 กลุ่มนี้เท่านั้นนะคะ

แพ้ยา... มีอาการอย่างไร?
อาการแพ้ยาสามารถเกิดขึ้นได้หลายรูปแบบ สามารถแบ่งตามความรุนแรงของอาการได้ดังนี้

  • รุนแรงน้อย ส่วนใหญ่มักเกิดขึ้นหลังจากกินยาประมาณ 1 ชั่วโมง จนถึง 1-2 สัปดาห์ ได้แก่ ผื่นลมพิษ ผื่นแดง ตุ่มน้ำผุพอง ผิวหนังลอก คันตามผิวหนังหรือตา ริมฝีปาก ตา หรือหน้าบวม
  • รุนแรงมาก อาจทำให้เสียชีวิตได้ หากไม่ได้รับการรักษาอย่างเร่งด่วน ซึ่งมักจะเกิดขึ้นทันที หลังจากที่ได้รับยา ได้แก่ อาการแน่นหน้าอก หายใจไม่ออก ใจสั่น ผื่นลมพิษ หน้าบวม ปากบวม หน้ามืด ความดันโลหิตต่ำ เป็นลม หมดสติ

  • ทำอย่างไรเมื่อสงสัยว่าแพ้ยา ??

  • เมื่อสงสัยว่าแพ้ยา ควรหยุดยา และมาพบแพทย์ทันที เพื่อให้ได้รับการรักษาอย่างทันท่วงที หากเป็นไปได้ควรนำยาทั้งหมดที่ใช้อยู่ในขณะนั้นให้แพทย์ดูด้วย เพื่อใช้เป็นข้อมูลในการประเมินการแพ้ยาว่าน่าจะเกิดจากยาตัวใด หากสงสัยว่าอาการดังกล่าวเป็นการแพ้ยาจริง
  • ในปัจจุบันนี้ แทบทุกโรงพยาบาลมีบริการทำบัตรเตือนเรื่องยาให้กับผู้ที่มีประวัติแพ้ยา หรือผู้ที่มีผลข้างเคียงจากการใช้ยาที่รุนแรงจนไม่สามารถทนได้ โดยในบัตรจะมีข้อมูลของชื่อยา อาการที่เกิดขึ้น รวมทั้งผลการประเมินว่าอาการดังกล่าวน่าจะเกิดจากยาได้มากน้อยเพียงใด เพื่อเป็นข้อมูลในการักษาครั้งต่อไป
  • สำหรับข้อแนะนำในการใช้บัตรดังกล่าว ได้แก่
    • ควรพกบัตรติดตัวเสมอ และแสดงบัตรดังกล่าวทุกครั้งที่รับการตรวจรักษาหรือรับยา
    • ควรจำชื่อยา หรือกลุ่มยาที่ทำให้เกิดอาการอันไม่พึงประสงค์ และควรแจ้งให้ผู้ที่อยู่ใกล้ชิดทราบ
    • หลีกเลี่ยงยา หรือกลุ่มยาที่เคยแพ้ หรือเกิดอาการไม่พึงประสงค์
    • ชื่อยาในบัตรสามารถใช้ได้ แม้ว่าท่านจะมีประวัติแพ้ยามาก่อน แต่หากแพทย์พิจารณาแล้วว่าจำเป็นต้องใช้ยาชนิดนั้น หรือยอมให้เกิดอาการไม่พึงประสงค์ เพื่อรักษาอาการของโรคที่รุนแรงและอันตรายกว่า อย่างไรก็ตามหากใครมีข้อสงสัยสามารถสอบถามเหตุผลจากแพทย์ผู้รักษาได้

  • สิ่งที่ควรคำนึงถึงหากคุณต้องการแจ้งประวัติแพ้ยา คือ หากอาการที่เกิดขึ้นนั้น...ไม่ใช่อาการของการแพ้ยาจริงๆ เมื่อท่านให้ประวัติแพ้ยาชนิดหนึ่ง แพทย์ หรือเภสัชกรจะหลีกเลี่ยงการใช้ยาตัวนั้น รวมทั้งยาในกลุ่มยาดังกล่าวทั้งกลุ่ม ซึ่งอาจทำให้ท่านเสียโอกาสในการใช้ยาดีๆ อีกหลายตัว ดังนั้นก่อนการแจ้งประวัติเหล่านี้ คุณควรเล่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นให้แพทย์หรือเภสัชกรฟังอย่างละเอียด เพื่อให้แพทย์หรือเภสัชกรนำไปเป็นข้อมูลในการประเมินอาการว่าเกิดจากการแพ้ยาจริงหรือไม่ นอกจากนี้ก็ควรหลีกเลี่ยงการใช้ยาที่ไม่ทราบชื่อ ชนิด สรรพคุณ รวมถึงยาชุด ยาลูกกลอน และควรสอบถามชื่อยา สรรพคุณ และวิธีใช้อย่างละเอียด เมื่อต้องการใช้ยาใดๆ ก็ตาม


    เพียงเท่านี้คุณก็สามารถใช้ยาได้อย่างปลอดภัย และไม่เสียโอกาสในการใช้ยา ทำให้ได้รับประสิทธิภาพในการรักษาของยาอย่างเต็มที่แล้วล่ะค่ะ

    ที่มาข้อมูล : นิตยสาร Health Today

    ข้อมูลโดย : นิตยสาร Health Today