Updated: Wed, 21 Mar 2012 14:57:22 GMT

มือ เท้า ปาก ไม่ใช่ มือเท้าเปื่อย!

ความจริงโรค มือเท้าปาก (Hand, Foot and Mouth Disease หรือ HFMD) ไม่ใช่โรคใหม่ แถมยังเกิดการระบาดมีข่าวให้ได้ติดตามเฝ้าระวังกันอยู่เนืองๆ


มือ เท้า ปาก ไม่ใช่ มือเท้าเปื่อย!

ความจริงโรค มือเท้าปาก (Hand, Foot and Mouth Disease หรือ HFMD) ไม่ใช่โรคใหม่ แถมยังเกิดการระบาดมีข่าวให้ได้ติดตามเฝ้าระวังกันอยู่เนืองๆ เพียงแต่หลายคนมักไม่คุ้นกับชื่อที่ถูกต้องของโรคนี้ แม้แต่ผู้สื่อข่าวบางคนยังสับสนเรียกเป็น œมือเท้าเปื่อย หรือบางคนสับสนหนักกว่านั้น คิดว่าเป็นโรคเดียวกับ ปากเท้าเปื่อย ซึ่งเป็นโรคที่เกิดในสัตว์ประเภทวัว ควาย เสียด้วยซ้ำ!

ความจริงแล้ว œมือเท้าปาก เป็นโรคติดต่อชนิดหนึ่งที่เกิดจากเชื้อไวรัสกลุ่มที่อยู่ในลำไส้คน มักพบในเด็กอายุต่ำกว่า 5 ปี ซึ่งทารกและเด็กเล็กมีโอกาสป่วยเป็นโรคนี้ได้ง่าย และจะมีอาการรุนแรงมากกว่าเด็กโต ส่วนผู้ใหญ่ก็พบเป็นโรคนี้ได้เช่นกัน โดยโรคนี้มักพบในสถานเลี้ยงเด็กและโรงเรียนนอนุบาล อย่างไรก็ตาม แม้จะพบการระบาดของโรคนี้ในบ้านเราอยู่บ่อยครั้ง แต่ก็มักไม่มีอาการรุนแรงมากนัก มีเพียงบางรายเท่านั้นที่อาจเกิดอันตรายเนื่องจากโรคแทรกซ้อนอื่นๆ

สาเหตุ โรคมือ เท้า ปาก เกิดจากเชื้อไวรัสชนิดหนึ่ง ที่มีชื่อเรียกว่า Coxsackie Virus โดยเฉพาะเป็นไวรัสชนิด A5, A10 และ A16 ซึ่งเป็นสายพันธุ์ที่พบบ่อยว่าเป็นสาเหตุในการระบาด บางครั้งพบว่าสายพันธุ์ที่เป็นสาเหตุได้แก่ Coxsackie Virus Type A16, Coxsackie Virus Type A และ Enterovirus Type 71 สรุปได้ว่าสาเหตุของโรค HFMD นี้ เกิดจากไวรัส (Coxsackie Virus) ซึ่งจัดอยู่ในกลุ่มของ Enterovirus นั่นเอง

อาการ หลังจากเด็กได้รับเชื้อไวรัสราว 1-2 วัน จะปรากฏผืนและตุ่มน้ำใสๆ (เหมือนตุ่มที่เกิดจากน้ำร้อนลวก) ขึ้นภายในปาก ลำคอ ต่อมทอนซิล ลิ้น กระพุ้งแก้ม ตุ่มน้ำใสเหล่านี้มีขนาดเล็ก เส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 3-7 มิลลิเมตร โดยเริ่มเป็นจุดแดงๆ ก่อนแล้วเปลี่ยนเป็นตุ่มน้ำใสและแตกเป็นแผล ในที่สุดจะเกิดตุ่มน้ำใสขึ้นที่ฝ่ามือ ฝ่าเท้า และในบางรายเกิดขึ้นที่บริเวณก้นด้วย (ผื่นเหล่านี้จะไม่มีอาการคันร่วมด้วย) ซึ่งภายหลังได้รับเชื้อไวรัสที่เป็นต้นเหตุ เป็นเวลา 4-6 วัน ผู้ป่วยเด็กจะมีไข้ มักเป็นไข้ต่ำๆ เช่น อุณหภูมิ 99-102 องศาฟาเรนไฮต์ (หรือ 37.2-38.9 องศาเซลเซียส) หรือคล้ายกับอาการของไข้หวัด อาการอื่นๆ ได้แก่ อ่อนแรงเมื่อยล้า ไม่มีแรง เบื่ออาหาร เจ็บที่บริเวณปาก เป็นต้น

การดูแลรักษา โดยทั่วไปแล้วจะรักษาตามอาการของโรค ซึ่งพ่อแม่สามารถดูแลให้การรักษาเบื้องต้นแก่ลูกได้ตั้งแต่ลูกเริ่มมีอาการไข้ โดยให้เด็กพักผ่อนให้เพียงพอ คอยเช็ดตัวบ่อยๆ ให้ดื่มน้ำหรืออาหารเหลว เช่น น้ำผลไม้ น้ำแกงจืด น้ำเต้าหู้ นม โดยให้ทีละน้อยๆ แต่บ่อยครั้ง และสามารถให้ยาพาราเซตามอลลดไข้ได้ตามขนาดของน้ำหนักตัวของเด็ก รวมทั้งต้องคอยเฝ้าระวังอาการแทรกซ้อนอื่นๆ ที่อาจเกิดขึ้นด้วย ซึ่งส่วนมากภายใน 7-10 วัน เด็กก็จะฟื้นจากไข้ และหายเป็นปกติ แต่ในบางครั้งที่มีการระบาดของเชื้อไวรัสสายพันธุ์ที่รุนแรงบางชนิด อาจก่อให้เกิดโรคเดียวกันนี้ที่รุนแรงถึงขั้นทำให้ผู้ป่วยเด็กเสียชีวิตได้

วิธีป้องกันการติดต่อของโรค เชื้อไวรัสชนิดนี้ปะปนอยู่ในน้ำลาย น้ำมูก อุจจาระ น้ำในตุ่มพองหรือแผลของผู้ป่วย ทำให้โรคนี้ติดต่อกันได้ง่าย โดยแพร่กระจายโดยเข้าทางปากโดยตรง ซึ่งอาจติดมากับมือ ของเล่น การไอหรือจามรดกัน หรือใช้ภาชนะในการรับประทานหรือดื่มร่วมกัน ดังนั้น นอกจากพ่อแม่หรือผู้ปกครองจะต้องคอยดูแลรักษาอาการเจ็บป่วยของเด็กอย่างใกล้ชิดแล้ว สิ่งที่จะต้องระมัดระวังควบคู่ไปด้วย คือการป้องกันไม่ให้เชื้อโรคนี้แพร่กระจายออกไป เพราะไม่ว่าจะทางน้ำมูก น้ำลาย หรืออุจจาระของเด็กป่วย ล้วนสามารถแพร่เชื้อได้ทั้งสิ้น ส่วนโรงเรียนอนุบาลหรือสถานรับเลี้ยงเด็กก็ควรเน้นการรักษาความสะอาดเป็นพิเศษ และคอยเฝ้าระวังด้วยการหมั่นตรวจสุขภาพเด็กอย่างสม่ำเสมอ

นอกจากนี้ หากภายในโรงเรียนหรือสถานที่ใดๆ มีเด็กป่วยด้วยโรคนี้ควรสั่งปิดโรงเรียนเป็นระดับชั้น เพื่อป้องกันการระบาดของโรคมิให้แพร่หลาย โดยควรปิดโรงเรียนอย่างน้อย 7-10 วัน เพื่อทำความสะอาด ฉีด พ่น ฆ่าเชื้อบริเวณที่โรคระบาด เช่น อาคารเรียน ห้องเรียน ห้องสมุด ห้องน้ำ โรงอาหาร สถานที่ประกอบอาหาร สระว่ายน้ำ ฯลฯ เพื่อมิให้เชื้อโรคหลงเหลือมาทำอันตรายแก่เด็กๆ ได้อีก

แม้ว่าโรคมือ เท้า ปาก จะยังไม่สร้างความหวาดวิตกให้แก่บ้านเรามากนัก ด้วยจากการระบาดในบ้านเราเท่าที่ผ่านมายังอยู่ในระดับ œเอาอยู่ แต่สำหรับรัฐซาราวัคของมาเลเซีย เมื่อปี 2540 โรคนี้คร่าชีวิตเด็กๆ ไปราว 50 คน และในปีถัดมาโรคนี้ก็ไปแพร่ระบาดที่ไต้หวันและทำให้เด็กเสียชีวิตไปถึง 78 คน

น่ากลัวหรือยัง?

ลิขสิทธิ์บทความของ e-magazine.info

ติดตามบทความ สุขภาพ หรืออ่าน แมกกาซีน

ที่มาข้อมูล : www.e-magazine.info

ที่มาข้อมูล : www.e-magazine.info