Fri, 07 Mar 2008 13:05:26 GMT | By ข้อมูลโดย : นิตยสาร Health Today

ทำแมมโมแกรมเจ็บมากไหม?

การกดเต้านมนี้ถือเป็นหัวใจหลักอย่างหนึ่งของการทำแมมโมแกรม หลีกเลี่ยงไม่ได้ ให้กดน้อยๆ หรือเบาเกินไปก็ไม่ได้


ทำแมมโมแกรมเจ็บมากไหม?


ผศ.พญ.ชลทิพย์ วิรัตกพันธ์ ผู้เชี่ยวชาญด้านรังสีวิทยา


ระยะปีสองปีมานี้ มีการประชาสัมพันธ์ผ่านสื่อต่างๆ ถึงความน่ากลัวของโรคมะเร็งเต้านม ซึ่งมีแนวโน้มพบได้มากขึ้นเรื่อยๆ ในผู้หญิงไทย มะเร็งเต้านมนี้เป็นมะเร็งที่พบมากที่สุดในผู้หญิงอเมริกัน โดยพบถึง 1 ใน 8 รายทีเดียว สำหรับสถิติของประเทศไทยยังเป็นมะเร็งในผู้หญิงที่พบมากเป็นอันดับ 2 รองมาจากมะเร็งปากมดลูก โดยมีอุบัติการณ์ 17.2 ต่อประชากร 100,000 ราย แต่เป็นที่น่าสังเกตว่าในเมืองศิวิไลซ์อย่างกรุงเทพฯ มะเร็งเต้านมเป็นมะเร็งในผู้หญิงที่พบมากที่สุด เชื่อว่าเป็นเพราะผู้หญิงในกรุงเทพฯ มีการศึกษาดี มีความรู้ความเข้าใจในการดูแลสุขภาพทางนรีเวชของตนเอง อีกทั้งมีการตรวจ Pap smear เพื่อคัดกรองมะเร็งปากมดลูกเป็นประจำ แต่การดำเนินชีวิตแบบคนเมืองซึ่งมีวิถีชีวิต การกิน การอยู่คล้ายกับคนตะวันตกจึงทำให้มีโอกาสเป็นมะเร็งเต้านมสูงขึ้น


เมื่อมะเร็งเต้านมมีอุบัติการณ์เพิ่มสูงขึ้นอย่างนี้ เราจึงต้องมีการรับมือกับมัน โดยการตรวจคัดกรองโรคมะเร็งเต้านม อย่างที่กล่าวข้างต้นว่าเครื่องมือตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูกคือ Pap smear หรือการป้ายเซลล์ที่ปากมดลูกไปตรวจทางเซลล์วิทยา สำหรับมะเร็งเต้านม พวกเราคงได้ยินทางสื่อหรือทางโฆษณาเกี่ยวกับการดูแลสุขภาพประชาสัมพันธ์ว่าแมมโมแกรมคือเครื่องมือตรวจคัดกรองโรคมะเร็งเต้านมที่เป็นที่ยอมรับทั่วโลกแล้วว่าสามารถลดอัตราการตายจากมะเร็งเต้านมได้

บางท่านอาจสงสัยว่ามีเกณฑ์อะไรที่จะตัดสินว่าวิธีไหน หรือเครื่องมือชนิดไหนสามารถนำมาตรวจคัดกรองโรคได้ หลักการของเครื่องมือที่จะนำมาตรวจคัดกรอง หรือที่ภาษาแพทย์เรียกว่า Screening Test ต้องมีคุณสมบัติดังนี้ คือ มีความไวในการตรวจพบความผิดปกติ หรือสามารถพบความผิดปกติได้ง่าย มีความจำเพาะในการแยกประเภทความผิดปกติที่ตรวจพบ ไม่เจ็บ ไม่ต้องผ่าตัดหรือใช้เครื่องมือสลับซับซ้อน มีเครื่องมือแพร่หลายทั่วไปและราคาไม่แพง
การตรวจคัดกรองนี้มีวัตถุประสงค์คือ เพื่อหามะเร็งตั้งแต่ระยะเริ่มแรกที่ยังไม่มีอาการ ซึ่งการรักษามะเร็งระยะต้นเหล่านี้สามารถรักษาให้หายขาดได้ อีกทั้งวิธีการรักษาก็มีขั้นตอนไม่มาก ผู้ป่วยไม่ถึงกับสะบักสะบอมจากการรักษา เช่น อาจผ่าตัดอย่างเดียว ไม่จำเป็นต้องให้ยาเคมีบำบัดหรือฉายแสงร่วมด้วย
ในประเทศที่เจริญแล้วและมีอุบัติการณ์มะเร็งเต้านมสูง เช่น สหรัฐอเมริกา อังกฤษ ฯลฯ จะมีนโยบายระดับชาติในการตรวจคัดกรองมะเร็งเต้านม โดยให้ผู้หญิงอายุ 40 ปีขึ้นไปมาตรวจแมมโมแกรมทุก 1-2 ปี สำหรับประเทศไทยเรายังไม่มีนโยบายระดับชาติเช่นนี้ เพราะอุบัติการณ์ของมะเร็งเต้านมไม่สูงเท่า อีกทั้งทรัพยากรมีจำกัด ไม่ว่าจะเป็นเครื่องแมมโมแกรม ตลอดจนรังสีแพทย์ผู้อ่านผล ลักษณะการตรวจคัดกรองมะเร็งเต้านมในประเทศไทยจึงเป็นตามความสมัครใจ ซึ่งส่วนใหญ่ผู้หญิงที่มาตรวจจะเป็นกลุ่มที่อยู่ในเมืองใหญ่ มีการศึกษาสูงและมีฐานะที่ดี ตามประสบการณ์ของผู้เขียนพบว่า ผู้หญิงที่มาตรวจคัดกรองส่วนใหญ่มาตรวจเนื่องจากมีญาติ คนรู้จัก หรือคนใกล้ตัวเป็นโรคทางเต้านม ไม่ว่าจะเป็นมะเร็งเต้านมหรือโรคที่ไม่ใช่มะเร็งอื่นๆ จึงเกิดความตื่นตัวที่จะมาตรวจบ้าง

การตรวจแมมโมแกรมท่ามาตรฐานจะมี 2 ท่า คือ ท่าบีบเต้านมตรงๆ หรือที่ศัพท์ทางเอกซเรย์เรียกว่า Craniocandal (CC) view และ ท่าบีบเต้านมเฉียงๆ หรือที่เรียกว่า Mediolateral oblique (MLO) view ทั้ง 2 ท่าจำเป็นต้องมีเครื่องมือกดเต้านมทำด้วยแผ่นพลาสติกใส การถ่ายเอกซเรย์จะถ่ายภาพเต้านมทั้ง 2 ข้าง ซึ่งจะโดนกดรวม 4 ครั้ง (ข้างละ 2 ครั้ง) เพราะจุดประสงค์ของการกดคือ ลดความหนาของเต้านม ทำให้เนื้อเต้านมกระจายออกไม่บดบังสิ่งผิดปกติที่อาจซ่อนอยู่ ลดปริมาณรังสีที่ร่างกายได้รับ เพิ่มคุณภาพของภาพแมมโมแกรมที่ได้ให้คมชัดยิ่งขึ้น เพราะสามารถลดรังสีกระเจิง และเป็นการยึดเต้านมให้อยู่กับที่ ภาพที่ได้จึงไม่เบลอ แต่เพราะการกดเต้านมนี้เองที่ทำให้ผู้มาตรวจเกิดความรู้สึกเจ็บหรือไม่สบายจนไม่อยากมาตรวจในปีต่อๆไป บางคนได้ยินจากเพื่อนหรือจากญาติที่เคยตรวจมาแล้วว่ากดเต้านมจนแบนแต๊ดแต๋เป็นกล้วยทับ พาลไม่อยากจะมาตรวจเอา ซึ่งความเข้าใจคลาดเคลื่อนเช่นนี้อาจทำให้เกิดผลเสีย เพราะพลาดโอกาสที่สามารถตรวจพบมะเร็งเต้านมระยะเริ่มต้นไป

ทางศูนย์วินิจฉัยเต้านม ภาควิชารังสีวิทยา คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี ได้เล็งเห็นถึงความสำคัญในเรื่องนี้ จึงได้ทำการศึกษาความรู้สึกเจ็บหรือความรู้สึกไม่สบายระหว่างการตรวจแมมโมแกรม โดยทำการศึกษาในผู้มารับบริการจำนวน 1,250 รายพบว่า 72% ของผู้มารับบริการบอกว่าไม่เจ็บปวดเลยหรือรู้สึกแค่ตึงๆ เต้านมเพียงเล็กน้อย 23% เจ็บปานกลาง มีเพียง 4 % ที่บอกว่าเจ็บมาก (หมายเหตุ: การปัดเศษทศนิยม ทำให้ตัวเลขรวมกันไม่ถึง 100%)

พบว่ากลุ่มผู้มารับบริการที่มีแนวโน้มว่าจะเจ็บมากกว่ากลุ่มอื่นๆ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ คือ กลุ่มที่มีการศึกษาสูง (ปริญญาตรีขึ้นไป) ไม่มีบุตร หรือเคยทำแมมโมแกรมก่อนหน้านี้แล้วหลายครั้ง (ในที่นี้หมายถึง 4 ครั้งขึ้นไป) อาจเป็นเพราะว่ายิ่งมีการศึกษาสูงจะมีการเตรียมตัวหาข้อมูลมาก่อน ไม่ว่าจะเป็นการปรึกษาคนที่เคยทำมาแล้ว หรือหาข้อมูลจากอินเตอร์เน็ตหรือหนังสือ ฯลฯ ทำให้มีความกังวลไปก่อน เวลามาทำจึงรู้สึกเจ็บ ส่วนผู้หญิงที่เคยมีบุตรมาแล้ว เคยเจ็บท้องคลอด เจ็บตอนคลอด และการให้นมลูก แค่การกดๆ บีบๆ เต้านมนับว่าเรื่องเล็กมาก ผิดกับสาวโสดหรือสาวที่ไม่เคยมีลูกอาจรู้สึกเจ็บเต้านมได้มากกว่า แต่ยังไม่มีข้อสรุปว่าเหตุใดคนที่เคยทำแมมโมแกรมก่อนหน้านี้หลายครั้งกลับรู้สึกเจ็บมากกว่า

เป็นที่น่าสังเกตว่าอาการเจ็บหรือไม่นั้นไม่ได้ขึ้นอยู่กับอายุ อาชีพ รายได้ สถานภาพสมรส จำนวนบุตร ประวัติประจำเดือน ขนาดของเต้านม ความหนาแน่นของเนื้อเต้านม และความผิดปกติที่ตรวจพบ

คนที่มีบทบาทสูงมากเกี่ยวกับความรู้สึกเจ็บ-ไม่เจ็บของผู้มารับบริการคือ เจ้าหน้าที่รังสีเทคนิคที่เป็นผู้ที่ถ่ายภาพแมมโมแกรม โดยพบว่าถ้าเจ้าหน้าที่เหล่านี้ทำกิริยาไม่สุภาพหรือไม่นุ่มนวลขณะทำการกดเต้านมผู้รับบริการจะเจ็บมากกว่าเจ้าหน้าที่ที่ดูสุภาพ และทำการจัดท่าเต้านมเพื่อถ่ายภาพอย่างนุ่มนวล

นอกจากการศึกษาเกี่ยวกับเรื่องเจ็บ-ไม่เจ็บ ยังศึกษาเรื่องความพึงพอใจของผู้รับบริการตรวจแมมโมแกรม พบว่ายิ่งผู้รับบริการมีอายุมากและพบเจ้าหน้าที่รังสีเทคนิคที่ถ่ายภาพอย่างนุ่มนวลจะมีความพึงพอใจสูง ที่น่าสนใจอีกประการคือ 98% ของผู้รับบริการบอกว่าจะมาตรวจแมมโมแกรมอีกในปีถัดไป โดยไม่คำนึงว่าจะเจ็บหรือไม่ แสดงให้เห็นว่าความรู้สึกเจ็บไม่ส่งผลต่อความประสงค์จะตรวจแมมโมแกรมเพราะผู้รับบริการเห็นว่าการมาตรวจได้รับผลคุ้มค่ากว่า จะได้สบายใจว่าไม่เป็นมะเร็งเต้านม

จากการศึกษานี้ชี้ให้เห็นว่าการทำแมมโมแกรมไม่เจ็บอย่างที่คิด ประโยชน์ที่ได้คือสามารถตรวจมะเร็งเต้านมได้ตั้งแต่ระยะเริ่มแรกที่สามารถรักษาหายขาด ลดอัตราการตายและอัตราทุพพลภาพจากการรักษา จึงขอเชิญชวนให้ผู้หญิงที่มีอายุ 40 ปีขึ้นไปรับการตรวจปีละ 1 ครั้งถ้าเป็นไปได้ ที่โรงพยาบาลที่ท่านสามารถไปตรวจได้โดยสะดวก และขอแนะนำว่าถ้าเริ่มตรวจที่ไหนแล้วในปีต่อๆ ไปควรตรวจที่เดิม หรือถ้ามีความจำเป็นต้องย้ายโรงพยาบาลให้นำแมมโมแกรมเก่าที่เคยทำไปด้วย เพราะในการแปลผล รังสีแพทย์จะดูเทียบกับของเก่า ถ้ามีความผิดปกติใหม่เกิดขึ้นจะได้พบโดยง่าย

เอกสารอ้างอิง
1. Sriplung H, Sontipong S, Martin N, Wiangnon S, Vootiprux A, Cheirsilpa A, et al. editors. Cancer in Thailand Vol III. Bangkok Medical Publisher: Bangkok;2003.
2. Wiratkapun C, Lertsithichai P, Wibulpolprasert B, Leelaswarranakul M, Detakarat J, Jungjai P. Breast pain and service satisfaction during digital mammography. J Med Assoc Thai 2006;89:1864-73.

ที่มาข้อมูล : นิตยสาร Health Today

ข้อมูลโดย : นิตยสาร Health Today

บทความเพิ่มเติมในหมวด อาหารเพื่อสุขภาพ

บทความอื่นๆ

บทความเพิ่มเติมในหมวด สุขภาพ

บทความอื่นๆ